แหงนหน้าคอตั้งบ่า…ดูคนเขาเผาเงินให้เป็นดาว…
นั่งนับถอยหลังมาจนล่วงเข้ามาถึงเดือนที่ 8 ก็ได้เวลาสัมผัสกับหน้าร้อนของประเทศญี่ปุ่นอย่างจริงๆจังๆซักที…ความร้อนไม่ได้น้อยหน้าประเทศแนวๆแถวๆเส้นศูนย์สูตรอย่างประเทศไทยเลย เอ…แต่พอเหลือบตามองป้ายบอกอุณหภูมิมันก็แค่ 25-26 องศา ทำไมรู้สึกร้อนจังหว่า? ปล่าวนะ ไม่ได้ดัดจริตแต่อย่างใด (ประเภทมาอยู่เมืองหนาวแค่ประเดี๋ยวประด๋าว 26 องศา ทำบ่นร้อน) เครื่องหมายคำถามงอกขึ้นมาท่ามกลางขี้เลื่อยในหัวทันที ทำไมหนอ มันก็แค่ 26 องศา ถ้าอยู่บ้านเรา อุณหภูมิเนี้ย สบาย สบาย กำลังสำราญเชียว ทำไมอยู่นี่มันร้อนนักหว่า เลยอดไม่ได้ที่จะถามคนโน้นที คนนั้นที เค้าก็บอกว่ามันเป็นที่ความชื้นหน่ะ ที่นี่คงมีความชื้นมากกว่า…แล้วไงอ่ะ มีความชื้นมากกว่าแปลว่าต้องร้อนกว่าเหรอ ไม่เคยรู้มาก่อนแฮะ สงสัยต้องกลับไปทบทวนความรู้ด้านภูมิอากาศใหม่ เอาหล่ะ เป็นอันว่าอากาศเริ่มร้อนจนออกนอกหน้า ประกาศตัวว่าหน้าร้อนแล้ว(โว้ย) ถึงจะมีฝนตกเป็นระยะ ระยะ แต่ก็ไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความฮ๊อทซักเท่าไหร่…
กิจกรรมยามร้อนของคนที่นี่ ก็ไม่มีอะไรมาก…ก็แค่ไปดูเค้าเผาเงินให้เป็นดาวกัน (อันนี้คิดเอง) ก็เรียกง่ายๆภาษาทางการว่า เทศกาลดอกไม้ไฟ แต่ถ้าภาษาบ้านกว่านั้นอีกนิด ก็จุดพลุนั่นแหล่ะค่า อย่าไปคิดมาก…วิธีการก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ก็จุดดอกไม้ไฟให้คนไปดูนั่นเอง สถานที่จุดดอกไม้ไฟก็มีหลายแห่งกระจายทั่วญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ก็จะจุดตามริมแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง จุดกันตั้งแต่กลางๆปลายๆ เดือน 7 จนปลายเดือน 8 นี่แหล่ะ และเพื่อไม่ให้เป็นการตกเทรนด์ คราวนี้คงจะต้องถ่อไปดูดอกไม้ไฟกับเค้าซักที (ตอนอยู่เมืองไทย เคยดูแต่ในทีวี กับดาดฟ้าที่บ้านอ่ะ)
ด้วยความใจดีของเพื่อนญี่ปุ่นที่นี่ ในที่สุดรายชื่อสถานที่ วัน เวลา จัดงานดอกไม้ไฟก็บินมาอยู่ในมือจนได้ ก็มีประมาณ 7-8 แห่งในโตเกียว (เค้าจุดกันที่เดิมๆ ทุกปี) งานนี้เค้าเลยพ่วงคำแนะนำให้ด้วยว่าน่าจะไปที่ไหน งั้นก็ไปที่นั่นเลยละกัน…เอโดกาว่า
แต่ช้าก่อน…การไปดูดอกไม้ไฟของคนญี่ปุ่นเนี่ย จะให้ไปแบบธรรมดา ก็คงจะไม่ได้ มันต้องมีการรักษาวัฒนธรรมเก่าๆไว้บ้าง คนญี่ปุ่นที่นี่ส่วนมากก็เลยนิยมใส่ชุดยูกะตะ ใส่เกี๊ยะ แล้วก็ไปดูดอกไม้ไฟกัน (แต่ในมือยังถือเบียร์นะ บ่ จ้ายเหล้าสาเกแต่อย่างใด) แต่สำหรับกระเหรี่ยงหลงเมืองอย่างเรา เสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ก็หรูแล้วอ่ะ…แล้วก็ออกเดินทางด้วย รถไฟใต้ดิน(เหมียนเดิม)
พอไปถึงสถานีปลายทาง…ถึงกับอึ้ง…แทบจะเดินหันหลังกลับ…ดูหลักฐานเอาเอง…

แม้ว่าจะมีคนเตือนไว้ก่อนแล้วว่าคนเยอะมาก มาก แต่พอเห็นของจริงก็แทบจะถอดใจ แต่ไหน ไหน ก็มาแล้ว มุ่งหน้าต่อไปอย่าให้เสียเที่ยวดีกว่า ในที่สุดก็ลอยตามกระแสฝูงชนจนหาที่เหมาะๆปักหลักจนได้…

กล้องยังไม่ชินกับแสงสีรอบตัว ภาพเลยออกมาเบลอๆเงาๆ (ไม่ได้เล่นไสยศาสตร์แต่อย่างใด)…ยืนบ่นนู่น บ่นนี่ วิจารณ์คนโน้นคนนี้อยู่พักใหญ่…การแสดงก็เริ่มต้น….ปุ้ง

งานนี้เลือกรูปลำบากมาก…ละลานตาไปหมด…(เต็มไปด้วยรูปที่ใช้ไม่ได้)…แม้ว่าจะเลือกถ่ายด้วยโหมดดอกไม้ไฟ แต่ดูเหมือนกล้องจะอัจฉริยะไม่พอ ดอกไม้ไฟหลายสิบล้านเยน ก็เลยถูกลดเกรดมาเหลือสิบกว่าเยน…แต่ก็นะ ดูกันพอกล้อมแกล้มละกัน…อืมลืมบอกไป นับไปนับมา ถ่ายไปเกือบ 300 รูปแหน่ะ (โชคดีที่โลกนี้มีกล้องดิจิตอล)

ดูแล้วนึกถึงดาวกระจ๊ายยยยยย….

จุดพร้อม พร้อมกันหลายๆลูก

หลังจากถ่ายไปประมาณร้อยรูป ก็เริ่มเรียนรู้ว่า ต้องถ่ายก่อนเสียงมาแป๊บนึง แล้วกล้องจะจับภาพได้พอดี…

ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกกลมๆแบบนี้แหล่ะ แต่มีหลายสี…

ของจริงดูดี มีฐานะกว่านี้มาก ยืนยัน

อันนี้แบบสารพัดสี…

ดาวกระจาย ชัดๆ แจ่มๆ อีกซักรูป

ส่วนนี่ ทองกระจาย…

ดูดอกไม้ไฟจบถึงกับปวดคอ ก็แหงนหน้าตลอด (สังขารหนอ สังขาร) ใจก็นึกไปถึงปลาหมึกย่างที่เล็งไว้ก่อนเข้างาน…ปลาหมึกเนี่ยอร่อยจริงจัง แต่ถ้าได้น้ำจิ้มซีฟู้ดแบบบ้านเราคงเปรมกว่านี้เย๊อะ..

ระหว่างรอปลาหมึก เลยถ่ายรูปร้านข้างๆ ไปพลางๆ

แล้วก็ถึงเวลากลับอีกแระ (สภาพไม่ต่างกับขามาเท่าไหร่)

เฮ้อ…เป็นอันเสร็จภาระกิจ…แต่เรื่องราวยังไม่จบ… ก็หลังจากกลับมาพักเหนื่อยยังไม่ทันข้ามอาทิตย์ เพื่อนที่ทำงานก็บอกว่า เฮ้…แถวบ้านแกจะมีจุดดอกไม้ไฟหว่ะ ห๊า…แถวบ้านชั้นเหรอ อ้าว แล้วเสาร์ที่แล้วชั้นถ่อไปทำไมฟ่ะตรู…อืม ไหน ไหน ก็มาอยู่แถวนี้แล้ว งั้นเดินไปดูซะหน่อยละกัน … ที่ว่าเดินไปหน่อยเนี่ย ก็ประมาณ กิโลหล่ะค้า….งานนี้คนเยอะพอกัน แต่จะสบายกว่าก็ตรงที่ไม่ต้องขึ้นรถไฟกลับนั่นเอง…
การจัดสถานที่ดูจะเป็นแนวปิคนิคมากกว่าที่แรก….

สถานที่ก็อยู่ริมทะเล แบบนี้ … อ่อ เรือที่เห็นลอยๆอยู่ ก็มารอดูดอกไม้ไฟเหมือนกัน แต่เป็นแนวคนมีกะตังค์

สะพานแขวนน่าจะเป็น rainbow bridge นะ แต่ก็ไม่ค่อยจะแน่ใจ เพราะมองไม่เห็นสีรุ้งที่ตรงๆไหน…

วิวรอบตัว ระหว่างรอ ฟ้ายังไม่ค่อยจะมืดเลย

เหลือบไปเห็นเลขเลยส่งมาใบ้หวย…

แล้วก็ได้เวลาเปิดการแสดง….ลูกแรกดูจะคล้ายๆกัน

ดอกไม้ไฟที่นี่ดูจะมีสีสันมากกว่า…

เหมือนตัวอะไรในทะเลน๊าาาาาาาา

มีลูกเล่นไปมา

ห่วง 3 ห่วงด้านซ้าย ดูออกป่าวว่าเป็นรูปอะไร…

หัวใจสีชมพู๊…

พยายามจะถ่ายหน้ายิ้ม แต่ดูแล้วน่าจะออกอารมณ์หื่นๆมากกว่าแฮะ

ในที่สุดก็ได้ยิ้มแบบตะแคง…

ยิ้มกลับหัวบ้างดิ…

ส่วนนี่รูปปลา

หน้ายิ้มอีกซักรุป

ไม่มีคำบรรยาย ให้ดูกันไปงั้น งั้น

กระจัดกระจาย…

ไฮไลท์ก่อนจบ….

พอจุดพลุครบ ก็ไม่ได้มีประกาศปิดงานแต่อย่างใด เรียกว่า ให้รู้กันเองว่า ถ้าไม่มีจุดแล้วก็เป็นอันว่าจบ บรรดานักปิคนิคทั้งหลายก็พากันม้วนเสื่อเดินกลับไปขึ้นรถไฟ กลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธี … เป็นอันว่าหน้าร้อนปีนี้ได้ไปดูพลุ 2 ที่ ถ่ายรูปมาเบ็ดเสร็จรวมเกือบ ห้าร้อยรูป (มีดีเท่าที่เห็น) … อ่อ งานหลังนี้มีถ่ายวีดิโอด้วยนะ แต่อัพขึ้นไม่ได้อ่ะ (ต้องเป็นเวอร์ชั่นเสียตังค์) จบแระ (จบแบบห้วนๆ เหมือนตอนพลุจบอ่ะ)
เที่ยวเขาดิน (ณ มหานครโตเกียว)
หลังจากกลับมานอนอืด กลิ้งไป-มา ชาร์ตพลังงานอยู่หลายอาทิตย์ (จริงๆแล้วต้องบอกว่าด้วยความขี้เกียจมันครอบงำ น่าจะถูกกว่า) ในที่สุดความเบื่อก็สามารถเอาชนะความขี้เกียจได้ เป็นครั้งแรกในรอบ 3 อาทิตย์ คงจะต้องออกไปไหนซักที แต่จะไปไหนดี ที่มันง่ายๆและเป็นกันเอง เพราะพลังงานที่ชาร์ตไว้ก็ไม่ได้เยอะแยะมากมาย แต่อย่างใด คลิ๊กโน่น คลิ๊กนี่ เหลือบไปเห็นกระแสแพนด้ากำลังมาแรงที่เมืองไทย…อะฮ้า…ไปดูหมาแพนดี้ หมีแพนด้าดีกว่า อยากรู้ว่าแพนด้าที่ญี่ปุ่นจะน่ารักน่าชังขนาดไหน ปิ๊งไอเดียปุ๊บ เพลงก็เข้ามาในหัวปั๊บ….เที่ยวเขาดิน ช่างสุขจริง เที่ยวดูลิงวิ่งไล่กัน…ลองดูดิ๊เที่ยวเขาดินที่กรุงเทพ กับ เที่ยวเขาดินที่โตเกียวเนี่ยมันจะ “ช่างสุขจริง” เหมือนกันป่าว ลิงสัญชาติญี่ปุ่นจะเรียบร้อยมารยาทดีกว่าลิงสัญชาติไทยไม๊…งานนี้ต้องพิสูจน์…งั้นมุ่งหน้าไปเลย….อูเอโนะซู (Ueno Zoo)
การเดินทางไปก็ไม่ต้องคิดไรมาก มีอยู่ทางเดียว (ไปเป็นอยู่ทางเดียว) ก็ขึ้นรถไฟใต้ดินไง…นั่งไปเบาะรองก้นยังไม่ทันร้อนได้ที่ก็ถึงสถานีปลายทาง แต่อย่าคิดนะว่าทางเข้าสวนสัตว์จะป๊ะหน้าชนกับทางออกของสถานีรถไฟพอดี มันมีแต่ในละคร ส่วนในชีวิตจริงก็…โน่นต้องเดินตากแดด หัวแดงไปอีกซักพัก แต่เนื่องจากมีอาการเดินวนๆเวียนๆหลายรอบ (ว่ากันสั้นๆก็หลงไง แค่หลงอ่ะ ยังบ่ได้เป็นอัลไซเมอร์นะตัวเอง) สีผมเลยออกจะเป็นสีน้ำตาลประกายแดงเข้มมากเป็นพิเศษ ระหว่างทางไปก็จะต้องผ่านสวนชื่อสวนอูเอโนะ สมองก็ปร๊าดนึกถึงสวนอัมพรทันที แล้วต่อไปต้องเห็นพระบรมรูปทรงม้าใช่ป่ะ แล้วก็เห็นอนุสาวรีย์จริงๆ ….

พอเห็นอนุสาวรีย์ ปุ๊บก็เริ่มมั่นใจว่ามาถูกทางแล้วชัวร์ (ไม่รู้มันเทียบกันได้ป่าว) แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ ว่ามันเป็นรูปแบบมาตรฐานของสวนสัตว์เหรอ ต้องตั้งอยู่ข้างสวน แล้วก็ต้องมีอนุสาวรีย์ อ่ะ
แล้วในที่สุดก็เห็นป้ายทางเข้า…..ถึงอ่านออกแค่ตัวหลัง แต่ก็มั่นใจว่าใช่ชัวร์ ก็แหม เมืองนึงจะมีสวนสัตว์กันซักกี่แห่งเชียว
ระหว่างทางเดินเข้ามีโดเรมอนมาต้อนรับด้วย…

ไม่มัวแต่โอ้เอ้…รีบเดินไปซื้อตั๋วทันที ประเทศไฮเทคแบบญี่ปุ่นก็ต้องนี่เลย…ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ

แล้วตาก็เหลือบไปเห็นป้าย ที่ทำให้หัวใจสลาย ความฝัน ความหวังพังทลาย เค้าบอกว่าไม่มีแพนด้า!!!!

ยืนเกาะตู้้ขายตั๋ว ก้มหน้าน้ำตานองอยู่พักนึง ก็เกิดทิฐิมานะ (อันนี้เกินจริง) เอาวะ ไหน ไหน ก็มาแล้วเข้าไปดูซะหน่อย แล้วก็หยอดแบงค์ 1000 เข้าไป ได้ตั๋วออกมา พร้อมเงินทอน 400
เข้าไปถึง ก็เห็นแผนที่วางเรียงเป็นแผง มีหลายภาษาให้เลือก (แต่ไม่ยักกะมีภาษาไทยแฮะ) หยิบมาได้อันนึง ก็คิดในใจว่ามีแผนที่ในมือแล้วอย่าหลงเชียวนะเอ็ง…

นอกจากแผนที่ในมือแล้ว ก็ยังมีป้ายแผนที่อีก รับประกันความไม่หลง … เอ…หรือรับประกันความหลง ก็พอเห็นแผนที่แล้วจะได้รู้ตัวว่า…หลง

กรี๊ด….ไหนบอกไม่มีแพนด้า นี่ไงมีตั้ง 2 ตัว (เพ้อ เพราะแดด)

เอาหล่ะ….มาเริ่มกันด้วยสัตว์เบาๆ อย่างนกก่อน … ห้ามถามนะว่าไอ้ตัวนี้มีชื่อว่าไร มีถิ่นกำเนิดจากไหน กินอะไรเป็นอาหาร พ่อแม่ชื่อไร ชอบสีอะไร เพราะเดินดูแบบหัวโล่งๆ กลวงๆ อ่ะ ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้อยากรู้อะไร …ถ้าใครอยากรู้ต้องไปอ่านสารคดีชีวิตสัตว์เอาเอง

ส่วนตัวนี้ทำตาโต ตกใจตลอดเวลา…

ดูไป ดูไป ก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่กรงแกใหญ่กว่าห้องชั้นอีกนะเนี่ย น่าอิจฉาจริงๆ แล้วก็ผ่านระแวกนกไป (จริงๆ มีอีกหลายตัว แต่เลือกมาให้ดูเฉพาะตัวที่มีคาแรคเตอร์เท่านั้น ตัวไหนไม่เข้าตา (ตกกระป๋อง) ก็อย่าคิดว่าจะได้มาอวดโฉม…อิอิ)
เห็นป้ายตอกย้ำความชอกช้ำอีกครั้งว่า….มาไม่ทันดูใจหลิง หลิง ช้าไปแค่ปีกว่าๆเท่านั้น ทำไมหลิง หลิงไม่รออ่ะ…

เอาน่า…แม้ไม่มีลูกเมียหลวงให้เชยชม ก็มีลูกเมียน้อยเอาไว้กู้หน้า….แพนด้าแดง…

ส่วนตัวนี้แบตหมด…ต้องไปเรียกเจ้าหน้าที่ให้เอาไปชาร์ตแบตหน่อยจิ๊

แหน่ะ แอบมีศาลาไทยด้วย…ฉลองความสัมพันธ์ 120 ปี (แล้วศาลาญี่ปุ่น ฉลองครบรอบ 120 ปี อยู่ที่ไหนในเมืองไทย)

แล้วก็เหลือบเห็นอันนี้ ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่หน้าตาดูแปลก…

เหมือนสร้างไว้รำลึกถึง…..นกฮูก?

ช้างที่นี่มีระเบียบจริงๆ ยืนเข้าแถวเรียงตามลำดับไหล่ด้วย….

นอกจากศาลาไทยแล้ว ยังมีภาพสะท้อนสุภาษิตไทย ไทย อย่าง…เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง…. (เก็บภาพตอนทำภาระกิจไม่ทันอ่ะ เลยเหลือแต่หลักฐานให้ดูต่างหน้า)

ภาพนี้อุทานได้คำเดียวว่า โอ๊วววววววว

เห็นรูปปั้นมาแล้ว…มาดูตัวจริงบ้าง (หน้าตาขี้อิจฉา จริง จริง)

ส่วนตัวนี้ดูแล้ว เหมือนกับปรมาจารย์ รอให้ลูกศิษย์มาคำนับอยู่ที่หน้าผาอ่ะ … เห็นลายขนข้างหน้าหรือเปล่า เป็นรูปหัวใจนะจะบอกให้ (มีแอบกุ๊กกิ๊ก)

โต๊ะนี่ไม่น่าจะมีไว้นั่งพัก น่าจะเอาไว้ฝึกวิชากำลังภายในมากกว่า…

ส่วนนี่…เสือ

สิงห์

กระทิง (จริงๆแล้วเป็นควายไบซันอ่ะ แต่ก็เอานะพอกล้อมแกล้ม มั่ว มั่วไป….ตัวใหญ่ที่นอนหันหลังนะ ไม่ใช่ตัวเล็กข้างหน้า )

แรด (หนูทำผิดไรเนี่ย มาว่ากันซะงั้น)

ส่วนดาราที่ขาดไม่ได้ประจำสวนสัตว์คือ….ลิง…..แต่ช้าก่อน ก่อนนางเอกจะออกฉาก ก็ต้องมีเพื่อนนางเอกมาก่อน…นี่เลย…ชะนี

มาแว้ววว นางเอกตัวจริง…

กินไร…แบ่งมั่ง (เอ…แต่ไม่เห็นมีกล้วยเลยอ่ะ สงสัยลิงที่นี่ไม่ชอบกินกล้วย หรือกล้วยแพง)

ตัวนี้นั่งพักระหว่างรอเข้าฉาก…ก็เค้าร้อนหนิตัวเอง…

ส่วนนี่ นางเอกไฮโซ…ก็ใส่เฟอร์ซะขนาดนี้

เปรี้ยวซ่า แก่นเซี้ยว…
สวยหวาน เรียบร้อย…

แล้วปู่ชาญ ด่าวิ่่น (Charles Darwin) ก็บอกว่าต่อไปก็จะวิวัฒนาการมาเป็นแบบนี้….(สงสัยจะพัฒนาความขี้เกียจซะมากกว่า)

แล้วในที่สุด…ก็จะเป็นแบบนี้…

มาดูนกประเภทขี้เกียจบินบ้างดีกว่า...ตัวนี้เหมือนของปลอมเลย…

่ นี่ก็หน้าตาประหลาด….

ส่วนตัวนี้ไม่รู้ไปทำผิดอะไรมา ถึงต้องมาคุกเข่าขอขมาแบบเนี๊ยะ

แล้วก็พึ่งรู้ว่าที่นี่มีโรงเรียนสอนว่ายน้ำด้วยนะ….นี่หัดว่ายฟรีสไตล์…

ส่วนนี่กรรเชียง

เหนื่อยแล้วมานอนแช่…

สงสัยจะเป็นโค้ชคับผม

ส่วนนี่ไม่เกี่ยวกัน…เอหรือจะหัดกระโดดน้ำ…

พวกสัตว์อื่นๆจิปาถะก็มีนะ (ไม่สามารถจัดกลุ่มได้) …อย่างตัวนี้หมาจิ้งจอกกลายพันธุ์….เป็นหมาบ้านไปซะแล้ว…

ตัวนี้ยังจำกันได้ไม๊…ดารานำเรื่อง….(ไลอ้อนคิงป่าว ???)

นี่ก็ไม่รู้หนีใคร….

ม้าลายก็มีนะ…

ก้นลายก็มีเหมือนกัน (สงสัยจะดื้อน่าดู)

สุดฮิตต้องยกให้…ยีราฟ…

ถ้าเป็นสุดฮิปหล่ะก็ต้องนี่….ฮิปโป…

มาเจอสำนวนไทยอีกละ….มุดหัวอยู่ในกระดอง (เป็นงี้นี่เอง)

แล้วก็พึ่งรู้อีกว่าที่นี่เค้ามีเกมส์โฟโต้ฮันท์ให้เล่นด้วย ประเภทให้หาของในรูปอ่ะ … จงหาสิ่งมีชีวิตในตู้…
ระดับเด่ะ เด่ะ

ระดับสามัญ (อย่ามัวแต่สนใจหน้ากล้องนะ)

ระดัับเซียน

เฉลยระดับเซียน (เกรงว่าจะหาไม่เจอ)

วนเวียนเล่นเกมส์อยู่นาน กว่าจะรู้สึกตัวก็ปรากฎว่ากล้องแบตหมด ถ่ายไปทั้งหมดก็เกือบ 200 รูป ที่เหลือจากนี้ก็เป็นจระเข้ ปลาอโลวาน่า ฯลฯ พยายามควักโทรศัพท์มาถ่าย ปรากฎว่าไม่ได้เรื่อง (ใช้เป็นนาฬิกาปลุกนี่แหล่ะ เวิร์คสุด)
กลับมานั่งทบทวนดู ก็เจอรูปถูกใจตั้ง 2 รูป (จากเกือบ 200) ต้องขออวดกันหน่อย…
รูปนี้รองชนะเลิศอันดับ 1….

และปิดท้ายด้วย ชนะเลิศอันดับ 1….

ปล. จริงๆแล้ววัตถุประสงค์หลักของการเขียนเรื่องนี้ก็เพราะ….อยากอวดรูปสุดท้ายนี่แหล่ะ….ก็คนมันขี้อวด…
เถลไถลไปไกลถึงแอลเอ – 7 (อวสาน)
ในที่สุด ก็ร่ายยาวมาจนถึงตอนอวสานจนได้….เอ…จะจบยังไงดีน๊อ…มีพระเอกขี่ม้าขาวมาตอนจบแบบเทพนิยาย…ดีป่ะ (ยังแอบฝันอยู่ตลอด) ถ้างั้น คงจะต้องไปตามหาพระเอกในเทพนิยายจริงๆ ที่นี่….ดิสนีย์แลนด์….

เจอพระเอกตัวแรก พร้อมคู่หู…เห็นแล้วอยากเอามือไปถูพุงอ่ะ พุงขาวมั่ก มั่ก…

แหม…แต่ถ้าได้พระเอกแบบผจญภัยหน่อยก็ดีนะ (ตะกี้ออกจะหน่อมแน้ม ไปหน่อย) …นี่เลย ไปตามหาที่นี่เลย….แอดเวนเจอร์แลนด์…

นั่งเรือไปตามหา…ไปป่าจริงมาแล้ว คราวนี้มาดูป่าปลอมกันบ้าง….

เลือกคนไหนดี…

หัวหน้าเผ่าเลยดีป่ะ….

อืม…แต่ถ้ามีชื่อเสียงหน่อยก็ดีนะ…ลองไปดูที่บ้านทาร์ซานดิ๊….

อ้าว…ทาร์ซานไม่อยู่่บ้านอ่ะ…งั้น ลองไปดูคนนี้ดีกว่า ดังเหมือนกัน…กัปตัน แจ๊ค สแปร์โรว์…

ตามหาถึงแหล่งซ่องสุม….รวยด้วยอ่ะ….

แต่…ขี้เมา…

ไปต่อดีกว่า…ขี้เกียจเดินละ…จะนั่งรถไฟ…

รถม้า…

ลงเรือแคนู…

ลงเรือยอร์ช….

ขี่ช้าง….

หรือว่าขี่ม้าดี….

อืม…ไปตามหาเจ้าชายต่อดีกว่า…
เอ…ถ้าได้แบบเร้าใจนิด นิด ก็ดีนะ…งั้นต้องไปหาที่นี่เลย….บ้านผีสิง…บรื๋อออออ

สงสัยจะสยองไปหน่อย…ลองไปดูที่นี่ดีกว่า…จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร…

ไม่เจอใคร สงสัยจะบ้านร้าง…ลองเปลี่ยนเป็นแนวตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ย แบบหมีพูดีกว่า…

ว๊าย…กินจุขนาดนี้ คงเลี้ยงไม่ไหว…ไหนลองไปดูในฟาร์มปศุสัตว์ดิ๊ เผื่อเจอเจ้าของไร่แมน แมน…

ที่ไหนได้…เจอแต่แพะ (รับบาป) แบ๊ะ แบ๊ะ

หรือจะลองดำลงไปหาใต้น้ำดี….

เจอแต่สาหร่าย….สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว…

คงจะต้องตื่นจากฝัน แล้วกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริงซะที แต่ก่อนกลับขอดูพาเหรดส่งท้ายอีกนิด…

ในที่สุดเวลา 2 อาทิตย์ 2 วันก็ได้หมดลง…คงจะต้องโบกมืออำลาดินแดนแห่งเสรีภาพซะที แม้จะไม่มีเจ้าชายติดไม้ติดมือกลับมา แต่ก็มีของแบกกลับมาเพียบ (นี่ต้องลากขี้น-ลงรถไฟ อีกหรือเนี่ย ไม่อยากจะคิดเลย แฮ่ก แฮ่ก) ภาระกิจ งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข ก็ยังคงรออยู่ (เข้าใจว่า เฉพาะเงินตะหากที่บันดาลสุข ส่วนงาน…บรื๋อออยยย) คราวหน้า ถ้ามีเรื่องน่าเมาท์อีกหล่ะก็….เจอกันแน่….บ๊ายบายค่าาาา (ส่งท้ายด้วยดอกกุหลาบเป็นของที่ระลึก)

ปล. เขียนมาจนจบ เหลือบไปดูหัวข้อ แล้วพึ่งนึกได้ว่า นอกจากสนามบินแล้ว ไม่ได้ไปเที่ยวอะไรในแอลเอเลยอ่ะ แล้วทำไมตั้งหัวเรื่องว่าแอลเอหว่า….เฮ้อ! คนเรา
เถลไถลไปไกลถึงแอลเอ – 6
ออกจากป่าคอนกรีต มานอนหลับพักผ่อน ปรับอารมณ์ซัก 1 คืน ก็ได้เวลาเคลื่อนย้ายเข้าสู่กระแสธรรมชาติ คราวนี้จะไป อุทยานแห่งชาติ โยสมิติ (Yosemite) โย่…โย่… อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของรัฐแคลิฟอเนีย ลักษณะทางขึ้นเหมือนกับกำลังจะไปแม่ฮ่องสอน (คดไปคดมา) ป่าไม้ข้างทางก็ดูละม้ายคล้ายเขาใหญ่ (ถึงแม้ของเค้าจะดูเขียวครึ้มกว่า แต่ก็ยังพอจะนับญาติกันได้หรอกน่า) ส่วนน้ำตก ก็สูงเป็นสายเหมือนน้ำตกทีลอซูยังไงยังงั้น…
ก่อนเข้าไป ไม่ลืมขออนุญาติเจ้าป่า เจ้าเขา ขอรบกวนหน่อยนะค้า (อ้าวก็ป่าเค้าอยู่ของเค้าดี ดี เราก็ไปยุ่งกับเค้านิ) เข้าไปปุ๊บ..ก็ได้อารมณ์ป่าปั๊บ…(รูปนี้ถ่ายจากในรถ)

น้ำตกที่บอกว่าเหมือนน้ำตกทีลอซู มี 2 ชั้น….

ซูมชั้นบน….

ซูมชั้นล่างบ้าง…

แสดงความยิ่งใหญ่อีกซักรูป…

ม้านั่งในอุทยานจะธรรมดาได้ไง นี่ต้องต้นไม้ทั้งต้น (อนุรักษ์ตรงไหนอ่ะ เอ หรือว่าต้นไม้มันล้มมาเอง)

แผนที่น้ำตก ก็ไม่ธรรมดา….

ดูขนาดต้นไม้เทียบกับคนดิ….(ถ้ามันขยับกิ่งก้าน แขนขาได้ จะหนีทันไม๊เนี่ย … เริ่มเพ้อเจ้อ โดนอ๊อกซิเจนทำลายสมอง เพราะปกติชินแต่กับคาร์บอนไดออกไซด์อ่ะ)

ระหว่างทางเค้าก็จะมีรูปหล่อรอยเท้าสัตว์ให้ดู เป็นหลักฐานว่ามีสัตว์อยู่จริงๆนะ บ่ได้หลอกเจ้าแต่จั๋งใด …อันนี้ไม่รู้รอยเท้าหมีหรือหมา (ไม่มีเล็บ สงสัยตัดไปแล้ว)…

ส่วนนี่เวอร์ชั่นมีเล็บ…(เล็บยาว โดนหักคะแนน)

ส่วนอันสุดท้าย ไม่ใช่รูปหล่อ แต่เป็นของจริง….

แล้วก็ได้เวลาเปิดเผยตัว…จำกันได้ป่าวเอ่ย ถึงผมจะสั้นลง แต่นิ้วยาวเท่าเดิม (แอบขาโก่งด้วยอ่ะ มิน่าประกวดนางงามไม่ได้)

เดินไปเดินมา เหลือบไปเห็นเจ้าหน้าที่อุทยาน…แต่งตัวลอกแบบในการ์ตูนมาชัด ชัด…

ตอนขากลับก็มีกายกรรมให้ดูเป็นของแถม…

สำหรับทริปซานฟรานฯก็สิ้นสุดกันที่โยสมิตินี่แหล่ะ…แต่ยัง…การเดินทางยังไม่จบ…(ใกล้ละ อดทนอีกนิด) ที่ไหนจะเป็นที่ปิดท้ายสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ต้องตามติดตามตอนหน้านะคับ (ใครเบื่อแล้ว อนุญาติให้เลิกอ่านได้ แต่ห้ามมาบอกกันนะ…มันเฮิร์ท)
เถลไถลไปไกลถึงแอลเอ – 5
และแล้วในที่สุดก็ได้มาถึงเมืองซานฟรานฯซะที….

อันว่าเมืองซานฟรานฯ หรือชื่อเต็มว่าซานฟรานซิสโกเนี่ยนับว่าเป็นเมืองยอดนิยมแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว ในใจก็เลยอดตะหงิด ตะหงิดไม่ได้ว่า เอ…เมืองนี้มันต้องมีสมญานาม หรือคำขวัญอะไรซักอย่างแหง๋ม แหง๋ม พอดีรู้แต่คำขวัญประจำจังหวัดนครปฐมอ่ะ (ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย) แล้วคำขวัญซานฟรานหล่ะ..ใครรู้ช่วยบอกที… เข้าเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่ ได้ดูเห็นสภาพเมือง… (ถนน ขึ้น ขึ้น ลง ลง อ่ะ)

สภาพผู้คน… (สงสัยจะนั่งพักหลังจ๊อกกิ้งยามเช้า…แล้วเราจะไปยุ่งกับเค้าทำไม)

แล้วก็สภาพเจ้าตูบ… (เกี่ยวไรด้วยเนี่ย)

จุดแรกที่ให้มาเก็บอาร์ซี (แหน่ะ ยังประชดไม่เลิก) ก็เป็นเสา เสาแบบเนี้ยะ…

เสามันก็สูง สิ่งปลูกสร้างมันก็ดูอลังการอยู่หรอกนะ แต่ว่า…มันคืออะไรเนี่ย ให้ชั้นมาดูทำไมค้า

และแล้วก็มาถึงบางอ้อเอาที่ป้ายนี้… (มันเกี่ยวกับความรักนี่เอง มิน่า ไม่เข้าใจ ไม่เก็ท…)

อดไม่ได้ที่จะแอบถ่ายรูปหน้าบ้านคนแถวนั้น … เก๋อ่ะ

เสร็จจากไอ้เสา เสาพวกนั้นแล้ว ก็มาถึงของจริง สัญลักษณ์เมืองซานฟรานฯ แต่น แต๊น แต๊น … สะพานโกลเด้นเกท (ในมุมยอดนิยม) ไม่ได้ไปขโมยรูปใครมานะ ถ่ายเองกับมือ (มันสวยขนาด จะมีคนเข้าใจผิดไม๊เนี่ย)

ทันที ที่เห็น ก็เกิดสงสัยหนอขึ้นมาทันทีว่า … ทำไมไม่เป็นสีทอง หลอกกันนี่หว่า นี่มันสีแดงชัด ชัด เอ…หรือคนตั้งชื่อสะพานจะตาบอดสีหว่า… ยืนขมวดคิ้ว หน้ายู่อยู่ไม่นานก็มีคนมาเฉลยว่า เค้าหมายถึงตอนที่แสงแดดมันส่องมาหน่ะ สะพานมันจะกลายเป็นสีทอง แหม….จินตนาการซะ อืม…แต่ถ้าตั้งชื่อว่า สะพานเรดดิชเกท มันก็คงจะไม่ดังอย่างนี้หล่ะมั๊ง…
ส่วนนี่ ร้านขายของที่ระลึก…

เดินตากแดดหัวยังไม่ทันแดง ก็ต้องโดดขึ้นรถมุ่งหน้าไปถนนลอมบาร์ด ถนนที่คนเค้าลือกันว่าสวย แล้วก็ดังมากเลยนะ (สารภาพตามตรง ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยอ่ะ ถนนนี้) จุดหมายอยู่โน่น…บนยอดสุด ลิบ ลิบ นั่นไง ใครอยากเห็นต้องเดินไปเอง รถบัสต้องจอดอยู่ห่างๆ ห้ามเข้า (สงสัยกลัวถนนพัง)

ที่ถนนนี้ดังก็เพราะเป็นถนนซิกแซกไปมาอ่ะ แล้วระหว่างทางซิกแซกก็จะเป็นดอกไม้สวยๆ ใครอยากเห็นเวอร์ชั่นเต็มๆ ก็ไปหาในเวปไซด์ หรือโปสการ์ดดูละกัน ไม่มีปัญญาอ่ะ ถ่ายได้แต่แบบเนี้ยะ

พอมองกลับลงมา…เดินมายังไงฟะตู…

จะมามัวแต่ยืนสงสัยอยู่ไม่ได้ ถึงเวลาต้องไปต่อแล้ว รีบวิ่งถลากลับลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก โดดขึ้นรถได้ก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป คราวนี้ไปริมชายทะเล (หรือริมอ่าวหว่า) เห็นเค้าเรียกกันว่า ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ …

ที่นี่ปูเค้าดัง (ปูจริงๆนะ ไม่ใช่ดารา หรือนักร้องแต่อย่างใด) … เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตลาดหนองมน ถ้าเปลี่ยนจากปู เป็นข้าวหลามหล่ะก้อ ใช่เลย …

นี่ก็อีกสัญลักษณ์หนึ่งของซานฟรานฯ…รถราง (ทำไมรู้หน่ะเหรอ ก็เห็นมันมีอยู่ตามพวงกุญแจอ่ะดิ ฉลาดป่ะ)

รูปนี้ตั้งใจถ่าย…ถ่ายรูปเดียว ได้ครบ (ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว แล้วก็ยืมจมูกคนอื่นเค้าหายใจไปพร้อมๆกัน) …เห็นรูปถนนลอมบาร์ดป่าว รูปสุดท้ายแถวขวาหน่ะ…อิ อิ

ส่วนไอ้เจ้านกนี่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของเมืองซานฟรานฯหรือเปล่า เพราะเห็นมันมีเยอะมาก สันนิษฐานว่าเป็นนกนางนวล แต่เป็นสัญชาติฝรั่งนะ (เผอิญไม่ได้จบสัตวแพทย์มา แถมที่บ้านก็ไม่เคยเลี้ยงนก แล้วก็ไม่ได้รักสัตว์หน่ะ) รูปร่างหน้าตา ดูดีมีสกุลกว่านกนางนวลบ้านเรามาก

มองไปมองมา เหลือบไปเห็นเกาะนี้อยู่ลิบ ลิบ พอดี ฝรั่งเค้าเรียก อัลคาทรัซ แปลเป็นไทยได้ว่า ตะรุเตา (อ้าว ก็เคยเอาไว้ขังนักโทษเหมือนกันนิ)

ภาพนี้ ให้อารมณ์เหมือนประกาศอิสรภาพยังไง ยังงั้นเลย…(ฟุ้งซ่านไปป่าว)

ส่วนตัวนี้ยืนคิดถึงบ้าน…(เหมือนใครหนอ….แทงใจดำมาก)

แล้วก็ได้มีโอกาสนั่งรถข้ามสะพานโกลเด้นเกท ไปยัง…..

เกาะซัลซาลิโต้…

สมอแรกที่มาถึงเกาะ (เดาได้มั่นใจมาก)

มองจากเกาะย้อนกลับไปที่เมือง ได้อารมณ์เหมือนดูละครแล้วย้อนดูตัว (ยังวนเวียนไปหาละคร)

ส่วนตรงนี้จำไม่ได้แล้วว่าถ่ายมาจากที่ไหนอ่ะ … แต่อยากอวด รูปมันงาม ขนาด…(คิดเอาเองทั้งน้าน)

วันที่ไปถึงซานฟราน เป็นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพอดิบพอดี แล้วยังไงหน่ะเหรอ ก็ทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือนพวกเกย์ที่นี่เค้าจะแต่งตัวกันแบบเริ่ดๆแล้วพากันมาเดินพาเหรดในเมืองหน่ะสิ ถึงกับต้องปิดถนนเลยนะ…ผ่านไปในเมืองเลยได้เห็นภาพนี้…แม่เลี้ยงใจร้ายของนางซิน…

และนางซิน…

เที่ยวในเมืองจนหมด ครบกระบวนการ ก็ถึงคราวต้องไปเที่ยวธรรมชาติบ้าง จะได้ครบรส….ต่อตอน 6 (เอ…ชักจะยืดเยื้อ ไม่จบซักที)
เถลไถลไปไกลถึงแอลเอ – 4
หลังจากเอาน้ำมันมวย มานวดไหล่ น้ำมันหม่อง มานวดคอ แถมแปะกอเอี๊ยะแก้คอเคล็ดเรียบร้อยแล้วเท้าก็เริ่มกระดิก ขาก็เริ่มขยับ ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อแล้วนี่นา…
คราวนี้จุดหมายไปไกลถึงซานฟรานฯ นับจำนวนชั่วโมงจากเมืองที่อยู่ถึงซานฟรานก็ไม่มาก ไม่น้อย นับนิ้วมือเกือบไม่พอ ประมาณ 7-8 ชั่วโมง อ่อ…ลืมบอกไปว่าเมืองที่ไปอยู่หน่ะชื่อไดมอนด์ บาร์ (พยายามเดินมองพื้นอยู่ตลอด ก็ไม่เห็นจะมีเพชรตกอยู่ซักเม็ด)
การเดินทางคราวนี้ไม่ได้ขับรถไปเองเหมือนอย่างลาสเวกัส ด้วยเหตุผลของระยะทาง ดังนั้นก็เลยซื้อทัวร์ไป มีโปรโมชั่นซื้อ 2 แถม 1 พอดี แล้วก็อย่างที่รู้ รู้กัน ไปกับทัวร์แบบนี้ ก็จะเน้นปริมาณ มากกว่าคุณภาพ เป้าหมายของการเที่ยวคือ ใครไปได้หลายที่กว่า…ชนะ! ฉะนั้นอย่าหวังว่าจะได้เดินทอดน่อง เพ่งพิจารณาความงามของก้อนหิน ซึมซับกลิ่นอายบรรยากาศ สายลม แสงแดดรอบๆตัว แค่โดดลงไปเอาเท้าแตะพื้นนิดๆหน่อยพอให้รองเท้าเลอะ แล้วก็หายใจทิ้งเข้าๆออกๆซักเฮือกสองเฮือก ก็ต้องรีบขึ้นรถไปต่อแล้ว ทำเวลาเหมือนกับจะสร้างสถิติโลก ยังไงหยั่งงั้น (แต่แค่นี้ ก็เอาไปโม้ได้แล้วว่า ชั้นหน่ะเคยไปมาแว้ววว แหม ก็ใครเค้าจะไปถามหล่ะว่าได้ลงไปเดินกี่วินาที)
จุดหมายแรกที่แวะให้ลง คือเมืองโซลแวง เค้าไม่ได้หยุดให้เก็บอาร์ซีหรอกนะ (อย่าเผลอนึกว่าเป็นการแข่งแรลลี่) เค้าให้ลงไปพักกินข้าว แล้วก็เดินชมเมืองนิดๆ หน่อยๆ ตามอัธยาศัย ลืมบอกไปว่าทัวร์แบบเนี้ยะ ต้องจ่ายตังค์กินข้าวเองนะ ไกด์เค้ามีหน้าที่พาเธอไป แล้วก็หาที่ให้เธอนอน นอกนั้นตัวใครตัวมัน ไม่ได้มาพินอบพิเทา รองมือรองเท้าเหมือนทัวร์เมืองไทย
ลงรถได้ก็รีบดิ่งไปร้านแรกที่เจอ เป็นร้านอาหารแบบไวกิ้ง…

ตอนแรกก็นึกว่าพวกไวกิ้งจะกินอะไรพิสดาร ที่ไหนได้ อาหารก็เป็นประเภท ไก่ทอด ไส้กรอก (แอบสงสัยว่าในทะเลมีไก่ด้วยเหรอ) แต่เนี่องจากต้องทำเวลา อาหารของจริงก็มีอัน อันตรธานหายไปซะก่อนที่จะแชะรูปไว้ได้ทัน ก็เลยเอารูปบนผนังที่ร้านมาให้ดูกันพลางๆ ก่อนละกัน กันข้อครหา

กินเสร็จ พอมีเวลาเหลือให้ชมเมืองนิดๆหน่อยๆ เห็นเค้าว่ากันว่าเมืองนี้มีเบเกอรี่ดัง แต่ไม่ได้ซื้อกินหรอกนะ พอดีเรื่องนี้ไม่ค่อยถนัด ดูป้ายร้านไปก่อนละกัน…

ระหว่างที่บางคนเลือกที่จะเดินชมเมือง บางพวกก็เลือกที่จะใช้แรงปั่น (เห็นแล้วนึกถึงบางแสน)

ส่วนพวกนี้…เลือกที่จะกินแรงม้าอ่ะ

คงเพราะเมืองนี้เป็นเมืองสำหรับนักท่องเที่ยวหล่ะมั๊ง อะไร อะไร มันก็ดูเก๋ไปซะโหม๊ดดดด เริ่มจาก… กังหันลมเก๋ เก๋

ร้านขายของเก๋ เก๋…

ตู้โทรศัพท์ ก็ยังเก๋…

ขนาดรถที่มาจอด ยังต้องเป็นสีแดงแบบเก๋ เก๋ เลย …

หมดเวลาเดินตามหาของเก๋ เก๋แล้ว ก็โดดขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป เฮิร์ทซ์ คาสเซิ่ล (Hearst Castle) พึ่งจะรู้นะเนี่ยว่าที่อเมริกาก็มีปราสาทกับเค้าด้วยเหมือนกัน เอ…แต่ไม่เคยมีกษัตริย์ไม่ใช่เหรอ ทำไมมีปราสาทได้อ่ะ แล้วก็ได้ถึงบางอ้อว่า ไม่ได้เป็นของกษัตริย์อะไรหรอก เป็นของมหาเศรษฐีอเมริกันตะหาก เค้าสร้างปราสาทไว้บนเขาโน่น เพราะอยากจะดูวิวสวยๆหน่ะ (แค่อยากดูวิว เนี่ยนะ ถึงกับต้องสร้างปราสาท โอ้ว คงไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรจริง จริง) ไหนขอลองดูหน่อยจิ ว่าปราสาทของคนรวยๆหน่ะ มันหน้าตาเป็นยังไง…โน่น อยู่ลิบ ลิบ โน่น…

แล้วก็มาถึงทางเดินขึ้นปราสาท…

แหงนมองฟ้า….

ก้มหน้าดูดิน….

การเดินชมปราสาทเนี่ย จะมาเดินสุ่มสี่สุ่มห้า หลงไปหลงมาแบบเดินตามงานวัด หรือตามตลาดนัดจตุจักร ไม่ได้หรอกนะ เค้าต้องมีคนพาเดิน ไม่งั้นจับผลัดจับผลูเดินทะลุมิติย้อนยุคขึ้นมาแล้วทำไง (ละครขึ้นสมอง) ก็เลยมีป้า เอ๊ย พี่คนนี้แหล่ะเป็นคนพาชม แล้วก็คอยอธิบายประวัตินี่ นั่น โน่น แต่ก็อีกนะ ไม่ว่าจะขยับหูซ้าย ขยับหูขวายังไง ก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าข้างไหนมันจะกระดิกเลย มองหาซับไตเติ้ลก็ไม่มี (ไม่เห็นเหมือนในหนังเลย) สุดท้ายก็เลยหมดความพยายาม ปล่อยให้เสียงพี่ท่านลอยไปลอยมา เหมือนเสียงนก เสียงกา (แต่เป็นนก กาฝรั่งนะ ขอบอก)….

ไฮไลท์นึงของปราสาทนี้ก็คือ สระว่ายน้ำกลางแจ้ง…ว้า…ไม่เห็นจะมีจากุซซี่เลย ไหนว่ารวย…(อิจฉา หาเรื่องแขวะอ่ะ สมัยโน้นมันมีซะที่ไหนกัน)

โอ้วววว ทำไมห้องอาบน้ำถึงได้ใหญ่ขนาดนี้…
แหมยัยเชย นี่มันสระว่ายน้ำในร่มย่ะ
อ้าวก็นึกว่าห้องอาบน้ำ…

ส่วนนี่ก็สนามเทนนิส… (อุณหภูมิที่ตาเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ)

ทางเดินในสวน…
ประตูนี้ชอบมาก ชอบตรงมีหน้าเล็กๆหลายๆหน้าอ่ะ เมื่อไหร่มีตังค์หล่ะก้อ ฮึ่ม…จะทำบ้าง

ซูมให้เห็นหน้าชัดๆ

เอ๊า เอาดูกันอีกซักหน้า

คราวนี้ก็แวะเข้าไปดูห้องนอนซะหน่อย

ขอดูห้องอาหารด้วย…อืม เวลาจะคุยกันต้องใช้ไมค์ไม๊ค่ะ โต๊ะใหญ่ซะขนาดนี้…

แล้วก็ขอเข้าห้องน้ำด้วยนะค้าาาา หนูปวดพอดี (บร้า เค้าให้ใช้ที่ไหนกัน ไปใช้ที่เรือนคนใช้โน่น)

ส่วนตรงนี้คงเป็นหน้ามุข หล่ะมั๊ง

ที่ขาดไม่ได้ ต้องมีประติมากรรมแสดงความมีคลาสซะหน่อย

แล้วก็ได้เวลากลับในที่สุด ก่อนที่จะมีใครเดินพลัดหลงไปมิติเวลาอื่น (แหน่ะ ยังไม่เลิกบ้าละคร) ระหว่างทางนั่งรถลงมา ก็จะเห็นฟาร์มปศุสัตว์แล้วก็คอกสัตว์เลี้ยงของเจ้าของปราสาท ประเภท หมี ม้าลาย อะไรพวกนี้แหล่ะ (เป็นถึงเจ้าของปราสาท จะมาเลี้ยงหมู หมา กา ไก่ ได้ไง)

พอเห็นวิวทิวทัศน์ข้างทางก็อดคิดไม่ได้ว่า อยากเห็นวิวแบบเนี้ยะ เนี่ยนะ ถึงกับต้องสร้างปราสาท…เฮ้อ คนเค้ารวยช่วยไม่ได้

แล้วก็หมดไปอีกวัน ยังไปไม่ถึงซานฟรานฯ อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นเลย ตอนหน้าได้เห็นแน่ ซานฟรานฯ ภาพจริง ไม่มีตัดต่อ ไม่มีแสตนด์อิน …
เถลไถลไปไกลถึงแอลเอ – 3
หลังจากไปเกลือกกลั้วสถานอโคจร (ว้าว! ภาษาทางธรรมนะเนี่ย) เพลิดเพลินจำเริญใจกับแหล่งอบายมุข อันดับต้นๆของโลกไปเรียบร้อย ก็ได้เวลาหยิบเสื้อขาว แขนยาว คอปิด (แต่ข้างหลังเปิดจากท้ายทอยถึงเอว อิ อิ) คว้ากระโปรงยาวจีบรอบตัวมาใส่ แล้วก็ต้องไม่ลืมสวมแว่นตาหนาเตอะ แปลงโฉมให้เข้ากับจุดหมายที่ต่อไป พิพิธภัณฑ์ เก็ตตี้ เซ็นเตอร์ (THE GETTY CENTER) เป็นไง ดูดีมีคลาสขึ้นมาทันที (แหม ไม่ได้ไปแต่สถานที่ท่องเที่ยวแบบบ้านๆนะ จะบอกให้ ไอ้แบบดูดีมีรด-สะ-นิ-ยม เนี่ย ก็ไปเป็นเหมือนกัน)

แต่อย่าได้ถามถึงประวัติความเป็นมาใดๆทั้งสิ้น คือ อันที่จริงก่อนไปก็ยังไม่รู้เลยว่ามันมีไอ้ที่แบบนี้บนโลกด้วยอ่ะ อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้คนพาไปอ่ะ
การเดินทางไปชมศิลปะที่นี่เนี่ย ใช่ว่าจะขับรถไปจอดแล้วก็เดินเข้าไปดูได้นะ อย่างนั้นหน่ะมันยังไฮไม่พอ โน่นต้องขึ้นรถรางไปโน่น ก็พิพิธภัณฑ์ของเค้าหน่ะสร้างอยู่บนเขาโน้นนนนนน…
รูปนี้เป็นเส้นทางการขึ้นไป เอามาให้ดูแต่รางนะ ส่วนรถ ก็…อืม…ลืมถ่ายมาอ่ะ… เอาน่า…ก็อยากให้ใช้จินตนาการกันนิดๆหน่อยๆ เห็นรางเป็นอย่างนี้ แล้วทายดิ๊รถจะเป็นยังไง (แถกันแบบหน้าซื่อตาใส)

ถึงจะไม่มีตัวรถให้ดู แต่ก็มีรูปถ่ายจากรถให้ดูนะ เผื่อจะช่วยให้จินตนาการรูปร่างของรถได้…(หรือเปล่านะ)

ลงจากรถรางแล้วก็ใช่ว่าจะถึง ยัง ยัง มันยังไม่สูงพอ ต้องไต่บันไดนี่ขึ้นไปอีก…กว่าจะไปถึงตัวอาคาร ผิวก็เริ่มออกสีแทนๆเกรียมๆแล้ว ถ้าบันไดสูงกว่านี้อีกซัก 20 ขั้นก็คงจะได้สเต๊กแบบ medium พอดิบพอดี…

สาวนางนี้มานอนเรียกร้องความสนใจอยู่กลางบันได (ศิลปะนะ ศิลปะ ห้ามลามกเด็ดขาด) สันนิษฐานว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของผู้เข้ามาเยี่ยมชมจากแดดเปรี้ยงๆ มาเป็นเจ้าหล่อนนางนี้ หรือไม่คงจะเป็นการหลอกล่อให้กำลังใจว่าใกล้ถึงแล้วจ๊ะ อดทนอีกนิดนะ…อืม แยบยลจริง จริง

หลังจากลากสังขารขึ้นมาถึงข้างบนได้ (จนได้) เค้าก็มีที่ให้พักผ่อนแบบมีคลาสอย่างเนี้ยะ…ประเภทมีที่ให้นั่งน้อยๆ (ไม่แบ่งใคร) ร่มเงาก็น้อยๆ (ดูมีระดับ) แล้วก็เป็นจุดที่เป็นเป้าสายตาชาวบ้าน เวลานั่งก็ต้องวางมาด จะมานั่งชันเข่า ขยับพัดจนผมกระจายหน่ะไม่ได้นะ เสียทัศนียภาพผู้อื่นหมด

คนนี้คงไม่ต้องแนะนำ ก็จะใครที่ไหนคนก่อตั้งหน่ะสิคร้าาาาา

ส่วนรูปข้างล่างนี้ตั้งใจจะแสดงให้เห็นถึงความโอ่โถง อลังการของอาคาร อืม…แต่สงสัยว่าจะทำไม่สำเร็จ งานนี้โยนบาปให้กล้องละกัน กล้องมันไม่ค่อยฉลาด (-_-”) …

ร้อนแค่ไหนก็ห้ามโดดลงไปนะ … แต่เห็นแล้วหิวน้ำชะมัด…

เดินหลงไปหลงมา ก็ไปป๊ะกับเจ้าหนูคนนี้เข้า จากสีหน้าคาดว่าคงจะกำลังสงสัยว่า พาหนูขึ้นมาทำไรคะ (ดูจากเสื้อผ้าก็คาดว่าน่าจะเป็นเด็กหญิง แต่ว่าหน้า ผมออกจะขัดแย้งอ่ะ) อืม…แต่ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นด้วยกับนังหนูนี่แล้วว่า ตูขึ้นมาทำไมฟ่ะ

รูปนี้ตั้งใจถ่ายบรรยากาศนะ ส่วนนายแบบติดมาโดยไม่ได้ตั้งใจ (ไม่กล้าเข้าไปไล่เค้าอ่ะ ก็เค้ามานั่งก่อน) งานนี้ไม่มีอะไรในกอไผ่

วนเวียน เตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกพักใหญ่ (จริงๆแล้วหลง ก็มีตั้ง 4 อาคารหนิ จะไม่หลงได้ไง) ก็ถึงเวลาเข้าไปชมผลงานศิลปะซะที ที่นี่เค้าใจกว้างให้ถ่ายรูปภาพเขียนได้นะ ไม่กลัว คนเอาไปก๊อปปี้ (คงรู้ว่าไม่มีปัญญา) แต่มีข้อแม้ว่าห้ามใช้แฟลช โดนไฟแรงๆ สีมันจะซีด ภาพมันจะเพี้ยน คนอื่นเค้าจะไม่มีดู ครั้งนี้ก็เลยมีรูปมาให้ดูพอเป็นหลักฐานว่าได้เดินไปดูจริงๆ งานนี้ใช้แต่ประสาทตาอย่างเดียว ส่วนสมองไม่สามารถประมวลผลใดๆได้ ไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น (แต่มีแอบคิดว่า ถ้าเค้าเอาภาพปลอมมาให้ดูเนี่ย จะมีคนรู้ไม๊หนอ … แหน่ะ อดไม่ได้ ชอบมองโลกในแง่ร้าย)

รูปนี้แอ๊บสแตร็กหรือเปล่า…หรือว่าแค่ภาพวิวเฉยๆ…ไม่รู้อ่ะ

อารมณ์ประมาณคิดงานไม่ออก หัวหน้าดุ ลูกค้าด่า ลูกน้องนินทา…หรือเปล่า???

ขี้เกียจ ตื่นไปทำงานตอนเช้า….

ภาพนี้ชอบอ่ะ นางแบบสวย กระโปรงก็ยับพองาม…

ศิลปะ กับ อนาจาร ห่างกันแค่เส้นบางๆ แต่ภาพนี้เค้าคอนเฟิร์มกันว่าเป็นศิลปะ (ว่าแต่เค้าคือใครอ่ะ) หมายเหตุที่เห็นภาพเบลอๆเนี่ย ตั้งใจเซ็นเซอร์นะ เปล่ามือสั่นเลย เปล่าจริง จริ๊ง

มีใครคุ้นรูปเด็กคนนี้บ้าง…ดูคุ้นมาก…อาจจะเคยเห็นตามกล่องคุ้กกี้อ๊ะป่าว…(อ้าว เสียราคาหมด)

ภาพเขียนแนวศาสนาก็มีนะ

รูปนี้ประทับใจอ่ะ เหมือนกับจุดไฟจริงๆเลย

จบจากศิลปะด้านจิตรกรรม (แบบบ้านๆ เค้าก็เรียกรูปเขียนนั่นแหล่ะ) ก็ถึงคราวมาชมงานประติมากรรม กันบ้าง (ประติมากรรมนี่ก็น่าจะหมายถึงพวก รูปปั้น รูปหล่อ อะไรทำนองนี้มั้ง…เฮ้อ งานนี้เดาลูกเดียว เพราะนอกจากจะไม่มีหัวด้านศิลปะแล้วยังตกภาษาไทยอีกด้วย…คนเรา…)
อันนี้ชอบมาก…เป็นเด็กที่เปิดเผยจริงๆ ได้อารมณ์มาก…

ส่วนผลงานชิ้นนี้ บอกไม่ถูกอ่ะว่ารู้สึกยังไง ก็ต่างคนต่างรู้สึกกันไปเองละกัน…

บรื๋อออ…เปรตวัดสุทัศน์ หรือเด็กขาดอาหารที่เอธิโอเปียอ่ะ…

อ้าว…เค้ามีที่ให้เด็กเล่นด้วยอ่ะ…เดี๋ยว เดี๋ยว ต้องไปตามเด็กคนตะกี้มา…

ก่อนกลับ ดูภาพบรรยากาศส่งท้ายอีกซักรูป

แล้วก็ได้เวลาร่ำลาซะที แต่ก่อนจะจบตอนต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะคร้าว่าการบรรยายภาพศิลปะข้างต้น ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ ดูหมิ่น เหยียดหยามผลงานศิลปะอันล้ำค่าเหล่านั้นใดๆทั้งสิ้น หากบังเอิญมีผู้รู้ หรือผู้ชื่นชอบในศิลปะท่านใด บังเอิญหลงเข้ามาหล่ะก็ ห้ามอ่านโดยเด็ดขาด (เอ…ก็มาบอกตอนจบ จะห้ามทันไม๊เนี่ย) หากพลาดอ่านไปแล้ว ก็อนุญาติให้ด่าในใจได้ ห้ามโพสต์ข้อความด่าเด็ดขาด….(นะคะ ขอร้อง…)
เอาหล่ะ หลังจากต้องเดินชูคอ (เป็นกระเหรี่ยงคอยาว) จนคอเคล็ดได้ที่แล้ว เดี๋ยวก็ไปตะลุยกันต่อตอนหน้า … คราวนี้เที่ยวที่ธรรมดาบ้านๆจ้า ไม่ต้องยืดคอให้หัวสูงแต่อย่างใด
เถลไถลไปไกลถึงแอลเอ – 2
เสร็จงานหลักอย่างที่ว่าแล้ว ก็มาถึงคราวของหน้าที่รอง ก็อย่างที่รู้ๆกันว่าอเมริกาเนี่ย มันใหญ่โตมโหฬาร (ไม่รู้ตั้งกี่เท่าของประเทศไทย) จะไปให้ทั่วในวันสองวันคงจะไม่ได้ ก็เลยต้องมีการเลือกกันหน่อย…..
ที่แรกที่ได้ไปก็…ลาสเวกัส… สวรรค์ของนักเสี่ยงโชค แต่งานนี้ไม่ได้เส่ียงโชคอะไรเลย เพราะเล่นไม่เป็น (ก็เมืองไทยมันไม่มีนี่นา แถมพูดกับเค้าก็ไม่รู้เรื่อง งานนี้เลยต้องขอบาย) แต่ลาสเวกัสเนี่ยก็ไม่ได้มีแต่การพนันหรอกนะ มีอย่างอื่นให้กบนอกกะลาได้ตื่นตาตื่นใจอีกเยอะแยะ
งานนี้ต้องขับรถไป 5-6 ชั่วโมง (ขนาดไม่ค่อยไกลนะเนี่ย) ระหว่างทางก็เป็นทะเลทรายอย่างที่เห็น (พึ่งจะรู้ว่าลาสเวกัสเป็นทะเลทราย) แล้วเค้าก็บอกว่าเมืองนี้หน่ะอยู่รัฐเนวาด้า (ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่า ข้อเท็จจริงอันนี้ก็พึ่งรู้เหมือนกัน แหม เก่งภูมิศาสตร์อย่างเรา)

พอพ้นทะเลทรายเข้าเมืองปั๊บ รถก็ติดปุ๊บ (เอ…เป็นทุกเมืองหรือเปล่าหว่า รถมันติดคุ้นๆอ่ะ)

นั่งไป นั่งมา เหลือบไปเห็นป้ายไอ้ตัวนี่เข้า ไม่รู้ว่าตัวอะไร แต่กวนดี ข้างใต้เขียนว่าแกรนด์แคนย่อน

เดินเข้าโรงแรมไปปุ๊บ เจอแสงสีปั๊บ ละลานตามาก ตู้สลอทแมชชีน แบบที่จะมีเงินไหลมาเทมาอ่ะ แต่สงสัยเงินไหลเข้าจะมากกว่าเงินไหลออก…

ส่วนตู้นี้ไม่ได้มีไว้ให้มาเสี่ยงโชคนะคะ เค้าเอาไว้ให้ต่ออินเตอร์เน็ตตะหาก

พอเช็คอินเสร็จ ก็ชวนกันไปเดินโต๋เต๋ ชมวิว รูปนี้เป็นวิวในร่ม ท้องฟ้าที่เห็นอ่ะ เป็นของปลอม แบบท้องฟ้าจำลองไง

ลองเดินออกมาดูฟ้าของจริงบ้าง … โรงแรมนี้ชื่อคุ้นมาก … ก็ที่มีต่อยมวยชิงแชมป์บ่อยๆไง ซีซ่าร์ พาเลซ ลาสเวกัส ของจริง ตัวเป็น เป็น

ที่ลาสเวกัสเนี่ย เหมือนรวมเอาสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆมารวมกัน อันนี้ประตูชัย (ใช่ป่าว?)

หอไอเฟลก็มีนะ แถมมีป้ายบอกด้วยว่าปารีส เผื่อจะไม่รู้

เดินเล่นซักพัก ก็ได้ยินเสียงดนตรีโครมคราม เสียงไรหว่า … อ้าวมีน้ำพุเต้นระบำ สูงมากเลยนะ ประมาณตึกหลายชั้น (คือ…กะไม่ถูกอ่ะว่ามันสูงประมาณตึกกี่ชั้น) แต่งานนี้อลังการมากขอบอก

เดินไป เดินมาพักใหญ่ กระเพาะก็เริ่มครวญคราง เห็นชื่อร้านนี้มันโดน เลยเข้าไปหม่ำซะหน่อย … fatburger

อิ่มหมีพีมัน บำรุงหุ่นตามคอนเซปต์ของร้านเสร็จ ก็ไต่หอไอเฟล (ก็หอเดียวกับเมื่อกี้นี้แหล่ะ) ขึ้นไปชมเมืองที่ระดับเหนือน้ำทะเล ก็เลยได้ภาพนี้มา

เดินชมเมืองจนฟ้ามืด (อันนี้ฟ้าจริง ไม่ใช่ฟ้าปลอม) ก็ได้เวลากลับไปนอนหลับพักผ่อน เอาแรงไว้วันรุ่งขึ้นไปเที่ยวเขื่อน เขาบอกว่าชื่อเขื่อนฮูเวอร์….

เดินไปเหลือบเห็นป้ายนี้เข้า ถึงกับผงะ เอ….เราเข้าไปได้ป่าวหนอ

ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินเข้าไป ก็เหลือบไปเห็นสิ่งก่อสร้างอะไรซักอย่างพอดี … นี่เค้าเรียกเขื่อนเหรอ

อ๊ะ…ถ่ายป้ายมาเป็นหลักฐานดีกว่า…ว่าเขื่อนฮูเวอร์นะ ไม่ใช่เขื่อนแก่งกระจาน

ส่วนนี่ก็เป็นสะพานอะไรซักอย่าง ที่ยังสร้างไม่เสร็จ แต่คงจะกำลังเสร็จเร็วๆนี้ …

ส่วนคนนี้คงจะมีความสำคัญอะไรซักอย่าง แต่ขี้เกียจอ่านอ่ะ ใครอยากอ่านก็รีเควซมาได้จะส่งเวอร์ชั่นชัดๆไปให้ (อ่านจบแล้วอย่าลืมเล่าสู่กันฟัง)

ตากแดดหัวแดง ตัวดำเสร็จ ก็มุ่งหน้าไปแกรนด์แคนย่อนต่อ (สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเชียวน้า) มันเป็นอุทยานแห่งชาติของเมกาอ่ะ บ้านเราก็มีนะอย่างเขาใหญ่ไง เพียงแต่ว่าไม่ได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอ่ะ

แกรนด์แคนย่อนของจริง หินจริง เหวจริง ลึกจริง

ดูอีกมุม

เดินร้องโอ้โห อู้หู อยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลากลับไปหาอะไรกินอีกแล้ว คราวนี้ร้านอาหารเป็นแบบสไตล์อเมริกัน

อาหารก็ประมาณนี้

แล้วก็มีตู้กดน้ำแบบโบราณ แต่ยังทำงานได้นะ…

เป็นอันจบทัวร์เซ็ตแรก …. ยัง ยัง ไม่หมด ยังมีเวลาให้ได้เที่ยวต่อ … ตอน 3
เถลไถลไปไกลถึงแอลเอ – 1
ฮัลโหล ฮัลโหล มาคราวนี้มีเหตุอันต้องทำให้ระเห็จไปไกลถึงแอลเอ … ไปทำไรเหรอ ก็ไปร่วมงานแต่งงานอันสุดหรูอลังการของลูกพี่ลูกน้องที่มีเหตุได้ไปเติบโตในดินแดนแสนศิวิไลซ์ไกลถึงอเมริกา (เหมือนในหนังฝรั่งยังไงหยั่งงั้นเลย ขอบอก) ทริปนี้เลยผสมผสานระหว่างการไปงานแต่ง เยี่ยมญาติ แล้วก็ไปเที่ยวในคราวเดียวกัน เบ็ดเสร็จในคราวเดียว
เริ่มต้นทริปก็ต้องลากกระเป๋าขึ้น ลงบันไดไปขึ้นรถไฟตามนโยบายประหยัดพลังงาน พร้อมๆกับประหยัดตังค์ในกระเป๋าไปในคราวเดียวกัน บางสถานี ดีหน่อยมีบันไดเลื่อน มีลิฟต์ให้พอได้เก็บเรี่ยวแรงไว้ผจญภัย แต่บางสถานีนี่ดิ สร้างไว้เพื่อทดสอบหาเจนเทิ่ลแมนจริง จริง มองซ้ายไม่เห็นบันไดเลื่อน มองขวาก็ไม่มีลิฟต์ จะประหยัดงบไปถึงไหนคร้าาาา แล้วเจนเทิ่ลแมนก็หามีไม่ ไอ้เราเลยต้องลากกระเป๋าแท่กๆ ขึ้นลงบันไดสถานีเป็นว่าเล่น (เหมือนนางเอกในซีรี่ย์เกาหลีเปี๊ยบ ต่างกันแค่ไอ้เทพบุตรหน้าใสใจดีๆเนี่ย มันมีแต่ในละครเท่านั้นแหล่ะ)
นั่งรถไฟไป 3 ต่อ ก็ถึงสถานีเรือบินซะที ควักกระเป๋าได้ที่นั่งชั้นสามัญตามประสาคนมีระดับอย่างเรา เรา

นั่งต่อไปอีก 10 ชั่วโมงฝ่าๆก็ถึงจุดหมายปลายทาง คราวนี้ดีหน่อยมีญาติไปยืนรอรับโบกไม้ โบกมือกันเพียบ แถมมีราชรถมารับซะด้วย เลยโชคดีได้นั่งรถเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน (ก็อยู่โตเกียวเนี่ยมีรถนั่งกับเค้าซะที่ไหน แท๊กซี่ก็แสนจะแพง มีปัญญาก็แค่รถไฟ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่างนี่แหล่ะ)
รูปตอนถึงดินแดนแห่งเสรีภาพหน่ะ ไม่มีหรอกนะคร้า เพราะมัวแต่ดีอกดีใจ แถมอดนอนมาเป็น 10 ชั่วโมง ความคิดที่จะควักกล้องออกมาแชะรูป ก็เลยหายเข้าไปในรอยหยักของสมอง (ที่ไม่ค่อยจะมีซ้ากเท่าไหร่) รู้แต่ว่าท่าเรือบินเนี่ยเค้าเรียกว่า LAX ซึ่งคนแถวนั้นบอกว่าย่อมาจาก Los Angeles International Airport (แล้ว X มาจากไหนหว่า) ถามใครก็มีแต่คนส่ายหัว ไม่รู้ว่า X ปริศนานี่มาจากที่ใด ไม่รู้ว่ามาจาก X-Men หรือ X-File แล้วก็ยังเป็น X ลึกลับมาจนบัดนี้ ใครรู้ช่วยบอกที
พอไปถึงบ้านก็เจอเจ้าของบ้านตัวจริง รอต้อนรับอยู่ ทุกคนลงความเห็นว่านี่แหล่ะ เจ้าของบ้านตัวจริง ทำอะไรตามใจตัวเองสุด สุด

บ้านเรือนเค้า ก็เป็นประมาณเนี้ย ไม่มีรั้วนะคร้าบ จะบอกให้ แล้วก็มีโรงรถอยู่หน้าบ้านทุกหลังเลย (ก็ที่นี่หน่ะ เค้าใช้รถแทนเท้า ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถ ไอ้ประเภทเดินไปซื้อของร้านแป๊ะหน่อยอ่ะ ไม่มีหรอก) แต่ยังไงซะบ้านแต่ละหลังหน่ะ ก็มีระบบป้องกันขโมยแบบไฮเทคเปี๊ยบ ประมาณว่ากดปุ่มปุ๊บ ตำรวจก็มาปั๊บ (อันนี้เค้าโฆษณานะ ไม่รู้ว่าของจริงเป็นไง)

ส่วนนี่ก็ดอกไม้ที่เห็นเกือบทุกบ้าน แอบถ่ายของบ้านอื่นมาอ่ะ บ้านเรามีป่าวหนอ…

สเตปต่อมาก็ข้ามไปที่งานเลยแล้วกัน งานนี้ก็เป็นเหมือนในหนังฝรั่งที่เคยดู ดูกัน ประเภทที่มีบาทหลวง แล้วเจ้าบ่าวก็ยืนคอยเจ้าสาวกับบาทหลวง แล้วเจ้าสาวก็เกาะแขนพ่อเดินเข้ามา แล้วบาทหลวงก็พูดสั่งสอน บอกบทบ่าวสาวยืดยาวพอให้คุ้มค่าตัว เสร็จแล้วก็แลกแหวน แล้วเจ้าสาวก็บอกไอดู เจ้าบ่าวก็เลยบอกว่าไอดูบ้าง เสร็จแล้วบาทหลวงก็ประกาศความเป็นสามี ภริยากัน แต่งานนี้ขอสงวนภาพเจ้าบ่าว เจ้าสาวนะคร้า (เกรงว่าจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์) เอาไว้มีงานเป็นของตัวเองเมื่อไหร่ จะโพสต์รูปให้เต็มที่เลย (เอ…สงสัยจะต้องรอกันจนเหนียงยาาน) งานนี้เลยส่งภาพบรรยากาศมาให้ดูกันเล่นๆ เผื่อจะเป็นไอเดียให้ใครที่กำลังเตรียมจะมีข่าวดีนะจ๊ะ….
ดอกไม้ช่อเนี้ยะ มีแต่คนสงสัยว่ามันดูดีได้ไงนะ แค่เอากุหลาบมามัด แล้วก็เสียบไว้ คิด คิดดูแล้ว เราก็น่าจะทำได้นี่หว่า …

ส่วนด้านนี้ดูแล้วค่อยรู้สึกว่ามันต้องใช้ฝีมือ

ดนตรีที่บรรเลงในงาน ไม่รู้เค้าเรียกอะไร แต่ดูดี มีคลาสมากกกกก คนที่ยืนหันหลังเนี่ย ไม่ได้เล่นดนตรีอะไรหรอก แต่เป็นช่างภาพ รอเท่าไหร่ก็ไม่ไป ก็เลยถ่ายไปด้วยกันเลยละกัน

บรรยากาศโต๊ะกินเลี้ยง ถ้าเป็นบ้านเราก็เป็นประเภทงานโต๊ะจีนอ่ะ เพราะอาหารมาเสิรฟ์ที่โต๊ะ 
ส่วนโต๊ะนี้ของบ่าว-สาวจ๊ะ (คู่แต่งงานที่นี่เค้าได้กินนะ ไม่เหมือนบ้านเรา หิวโซ)

ของชำร่วยก็วางไว้ให้ที่โต๊ะเลย ของไทยๆ ก็แอบหรูหราเข้ากันได้กับโต๊ะแบบฝรั่งเหมือนกันนิ

เค้กแต่งงานอ่ะ (มืดไปหน่อยนะ ย้อนแสงอ่ะ แล้วกล้องก็ยังไม่ฉลาดพอ ส่วนคนถ่ายไม่ต้องพูดถึง ฝากความหวังไว้ที่กล้องอย่างเดียว)

ส่วนอาหารจานหลักก็แล้วแต่ว่าใครจะเลือกไก่..

หรือเนื้อ…

อาหารจานรองพวกซุป หรือสลัดหน่ะถ่ายไม่ทัน เพราะกินหมดไปซะก่อน (แหม ก็หิวอ่ะ) ดูบาร์เครื่องดื่มแทนละกัน เค้ามีเครื่องดื่มให้ตรงระเบียงตอนรอเวลาอาหาร แล้วก็มีของกินเล่นให้นิดหน่อย แต่อันนั้นก็ถ่ายไม่ทันเหมือนกัน เพราะมือไม่ว่าง (ปากก็ไม่ว่าง เคี้ยวตุ้ย ตุ้ย) ขนาดกินรองท้องบ้างแล้ว ยังถ่ายซุปไม่ทันเลย

ส่วนนี่เป็นวิวที่มองออกไปจากระเบียง

ส่วนรายเอียดอื่นในงานก็มีของเล่นให้แขกเล่นเพลินๆ อย่างตู้ให้ถ่ายรูป (คล้ายๆ ตู้ถ่ายรูปสติ๊กเกอร์) แล้วก็เซ็นอวยพร หลังรูปให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวอ่ะ จะได้รู้ว่าใครอวยพรอะไร แล้วก็มีอีกก๊อปปี้นึงให้เอากลับบ้านได้ด้วย (ไม่ได้ถ่ายบรรยากาศมาให้ดูอ่ะ มัวแต่ตะลึงดูฝรั่งกรี๊ดกร๊าดกันอ่่ะ นึกว่ามีแต่ในหนัง พึ่งถึงบางอ้อว่าชีวิตจริงก็เป็นอย่างงั้นแหล่ะ)
จบงานก็เป็นอันเสร็จจากหน้าที่หลัก … ต่อไปก็ถึงปฎิบัติการหน้าที่รองนั่นก็คือ….เที่ยว ต่อตอน 2 นะคร้าาาาา….
รับจ๊อบ รับจ๊อบ

…หลังจากที่เหินห่าง ห่างหายกันมาพักหญ่าย ด้วยเรื่องราวในชีิวิตมันไม่เร้าใจ ก็มาเจอกับเหตุที่ทำให้คันปากยิบยับ มือไม้ก็เลยเริ่มขยับก๊อกแก๊กอีกครั้ง…
...ปฐมเหตุของเรื่องราวก็มาจาก วันหนึ่งเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน (ปกติโทรศัพท์มือถือทำหน้าที่เป็นนาฬิกาปลุกตอนเช้าอย่างเดียว ไม่ได้ทำหน้าที่หลักของมันซะเท่าไหร่ สามารถนับจำนวนครั้งที่ยกขึ้นมาแนบหูได้)
…วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 16-17 เดือนหน้าว่างไม๊ค๊ะ จะชวนไปรับจ๊อบหน่ะค่ะ ตกปากรับคำโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก (ก็อยู่นี่ก็ใจง่ายเอาไว้ก่อน ใครชวนทำไรก็ทำ ชวนไปไหนก็ไป) จ๊อบที่ว่าเนี่ย ก็เป็นงานร้านอาหารไทยที่ไปออกร้านที่งานไทยเฟสติเวลที่มีเป็นประจำทุกปีที่ญี่ปุ่น และเมื่อวันที่ต้องทำงานมาถึงเรื่องราวก็เริ่มต้นขึ้น
…งานเริ่ม 8 โมงตรงแล้วก็เลิก 3 ทุ่ม ระยะเวลา 13 ชั่วโมง (เชียวเหรอ) จะไหวไม๊เนี่ยตรู แต่รับปากไปแล้วหนิ เอาวะเป็นไงเป็นกัน วันแรกนัดเจอพี่ที่ไปทำงานด้วยกันที่สถานีฮาราจูกุ เพราะยังไม่รู้ว่าต้องไปลงแรงที่ไหน เดินตามเค้าไปแท่กแท่ก แล้วก็ไปถึงจนได้ก่อนเวลาเล็กน้อย งานหลักที่ได้รับมอบหมายก็คือ ย่างไก่ ถึงแม้จะไม่ได้จับตะหลิว เคาะกระทะ มาเป็นเวลา ….อืม น่าจะมากกว่า 5 ปี เอ หรือ 10 ปีหนอ แต่ย่างไก่มันจะยากตรงไหน เริ่มต้นขั้นแรกต้องขนไก่ที่อยู่ในลังลงจากรถ ตั้งเตา เตาที่ว่าเนี่ยไม่ใช่ตะแกรงแบบที่เห็น เห็นกันที่บ้านเรา แต่เป็นกระทะแบนๆ เหมือนเทปันยากิแบบญี่ปุ่น แล้วก็ใช้เตาแก๊ส ไม่ใช่เตาถ่าน คงจะไม่หายนะซักเท่าไหร่
…ขั้นแรกเหยาะน้ำมันใส่กระทะเล็กน้อย พอไม่ให้ติดกระทะ พอกระทะร้อนประมาณนึง (เดาเอาละกัน ไม่ต้องถึงกับเอามือไปทาบ) ก็เอาไก่ลง … ก็เพราะต้องเดาเนี่ยแหล่ะ เดาผิดไปหน่อยกระทะร้อนฉ่า พอเนื้อไก่แนบกระทะปุ๊บ น้ำมันกระเด็นเป๊าะแป๊ะ เป๊าะแป๊ะ มือก็เด้งออกปั๊บ กว่าจะรอให้น้ำมันสงบแล้วพลิกไก่ไปอีกด้าน ก้อ….พี่คะ มันไหม้อ่ะค่ะ กระทะมันร้อนไปหน่อย… พี่เค้าก็ใจดี ไม่เป็นไรค่ะน้องก็หรี่ไฟลงหน่อยละกัน จัดแจงหรี่ไฟปุ๊บ … อืม…พี่คะไฟดับแล้วค่ะ ไม่เป็นไรค่ะน้องจุดใหม่่ละกัน จัดแจงขยับกระทะเพื่อจะจุดไฟ (กระทะก็หนักประมาณนึง ทั้งร้อน ทั้งหนัก แหม เหล็กทั้งแผ่น) ขยับซ้ายที ขวาที ก็ปรากฎว่า … พี่ขากระทะมันตกจากฐานมันหน่ะค่ะ หลังจากที่พี่เค้ามาช่วยขยับกระทะให้เข้าที่ เหตุการณ์ก็เริ่มที่จะเข้าทาง ย่างไปย่างมา พลิกมาพลิกไป มือนึงถือที่หนีบไก่ อีกมือนึงถือตะหลิว พลิกไปพลิกมา พลิกมาพลิกไป ยืนพลิกไปได้ซัก 4-5 ชั่วโมงมือเริ่มชา ขาเริ่มแข็ง พอเริ่มเข้าชั่วโมงที่ 7 คนก็เริ่มเยอะต่อคิวยาวเหยียด ต้องรีบย่าง เดี๋ยวไม่ทันขาย โชคดีที่เป็นมือย่างมือแรก หลังจากเตาแรก เค้าก็จะเอาไก่ไปย่างอีกเตาให้เกรียมสวย เตาแรกหน่ะแค่ทำให้มันสุก (แล้วก็อย่าไหม้) เท่านั้นเอง เสียหายอะไรก็ไปแก้ไขที่เตาสอง อิอิ
…ผ่านชั่วโมงเร่งด่วนไปแล้ว อาการคุณหนูก็เริ่มออก หน้ามืด แล้วก็เริ่มนึกได้ว่ายังบ่ได้กินข้าวกลางวันเลย พอคนเริ่มซาก็เดินไปบอกพี่เค้าว่าพี่คะขอไปเข้าห้องน้ำหน่อย (จริงๆออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ เอาน้ำลูบหน้าปะจมูกซะหน่อย) กลับเข้ามาพี่เค้าก็บอกให้ไปกินข้าว เออ…แฮะ คนที่เหนื่อยมากๆ แล้วกินไม่ลงเนี่ยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง (ใครที่บ่น หนูอ้วน หนูอ้วน แต่มือยังไม่หยุดหยิบขนมเข้าปากหล่ะก้อ ต้องหาโอกาสรับจ๊อบแบบนี้บ้างนะจ๊ะ) ลืมบอกไประหว่างทำงานพี่เค้าก็มีน้ำใส่ตู้เย็นให้กิน แต่ว่า…..มีแต่เบียร์กับโค้กกระป๋อง ถึงจะไม่ค่อยชอบโค้กแต่จะควักเบียร์มากินก็กระไรเลย เดี๋ยวจะย่างไก่ได้อร่อยเกินจริง เลยกระมิดกระเมี้ยนกินโค้กไปละกัน
…ในที่สุดเวลาก็ล่วงเลยจนได้เวลางานเลิก แต่ยังไม่ได้เวลาเลิกงาน (งงป่ะ) ก็งานไทยแฟร์เลิก แต่ยังต้องช่วยเก็บล้างไง ก็ช่วยเค้าล้างแล้วก็ขูดกระทะเจ้ากรรม ก็ย่างมาทั้งวันกระทะก็ต้องเขลอะสุดสุดดิ แต่พอซัก 2 ทุ่มครึ่งเจ้าของร้านใจดีก็บอกว่าวันนี้กลับบ้านได้ (โอ้…เหมือนเสียงสวรรค์) แต่ไม่วายกำชับว่าพรุ่งนี้อย่าลืมมานะจ๊ะ (สงสัยสภาพจะแย่มาก) เก็บกระเป๋า ข้าวของเสร็จ ก็ลากสังขารเน่า พาตัวเหม็นหึ่งเดินไปขึ้นรถไฟกลับบ้าน สงสารคนที่ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันจริง จริ๊ง
…พอกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือ อาบน้ำ สระผม พร้อมๆกันนั้น อำนาจฝ่ายต่ำก็เริ่มทำงาน…เอพรุ่งนี้ไม่ไปดีไม๊หนอ อ้างว่าไรดี ไม่สบาย ไปไม่ไหว อะไรดีอ่ะ ขณะเดียวกันอำนาจฝ่ายตำ่น้อยกว่าก็เริ่มทำงานด้วยบอกว่าไปเถอะ แต่ภาวนาให้พรุ่งนี้ฝนตก คนจะได้ไปงานกันน้อยๆ (อ้าว !!! ไม่ได้ดีกว่ากันซักเท่าไหร่) คิดแบบนั้น พออาบน้ำเสร็จก็รีบมาเช็คพยากรณ์อากาศ ก็ของญี่ปุ่นหน่ะเค้าว่าแม่นนักแม่นหนา เค้าบอกว่าพรุ่งนี้ฝนตกทั้งวัน ก่อนนอนก็เตรียมน้ำขวด ยาดม แล้วก็แซนด์วิช สำหรับพรุ่งนี้ แล้วก็นอนหลับแบบแอบดีใจเล็กๆ นอนสมาธิ ภาวนา ฝนตก ฝนตก ฝนตก…
…แล้วเช้าวันอาทิตย์ก็มาถึง ฝนตกสมใจ ออกจากบ้านอย่างทุลักทุเล มุ่งตรงไปที่ขายของเลย ไปถึงเก็บกระเป๋าก็กุลีกุจอช่วยล้างโน่น หยิบนี่ เสร็จแล้วก็มาจัดการขูดกระทะที่เขลอะๆ จากเมื่อวานนี้ จากจำนวน 5 กระทะ สามารถเอาน้ำลงและล้างอย่างละเอียดได้แค่เพียง 1 กระทะ นอกนั้น ขูดๆ พอเป็นพิธี (ความลับหลังร้าน kitchen confidential) แล้วก็เข้าสู่กรรมวิธีเดิม ต่างกันที่กระทะที่ไม่ได้ใช้น้ำล้างเนี่ย มันติดแล้วก็ไหม้มากกว่าปกติ ต้องออกแรงแซะมากขึ้น
…กลับมาเข้าเรื่องฝน หลังจากที่เทวดาปล่อยฝนให้ตกพอไม่ให้กรมอุตุ ณ กรุงโตเกียวหน้าแตก พอได้เวลางานเปิด เทวดาก็พร้อมใจกันปิดก๊อก แต่ดันขี้เกียจเก็บเมฆที่ปล่อยออกมาตั้งแต่ตอนเช้า ส่งผลให้…แดดร่ม ลมตก ฝนไม่ตก เหมาะแก่การเที่ยวงานเป็นอย่างยิ่ง … โอ้ว…สงสัยกรรมจะตามทัน (แค่คิดร้ายเท่านั้นเองนะเนี่ย)
…เหตุการณ์ดำเนินมาไม่ต่างจากเมื่อวาน จนกระทั่งอีก 2 ชั่วโมงงานเลิก ได้เวลาลดแลกแจกแถม … วิกฤตการณ์มันก็เริ่มตอนชั่วโมงนี้นี่เอง ไก่ที่เหลืออยู่อีก 30 กว่าถุงต้องเอาลงกระทะให้มากที่สุด ภายในเวลา 2 ชั่วโมง (อะไรเนี่ยยยยยย) แต่ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำไป จังหวะนี้เองก็เริ่มเข้าใจพนักงานร้านอาหารที่ขายดีๆขึ้นมาในบัดดล ต่อไปจะไม่รมณ์เสียใส่แล้วจ้า ชูสองนิ้วสัญญาเลย
…และแล้วช่วงเวลาวิกฤตก็ผ่านไป (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) ช่วยเก็บร้าน ขูดกระทะซักพัก สมองก็ไม่สามารถบังคับให้แขนขยับ มือกระดิก อีกต่อไป ก่อน 3 ทุ่มเล็กน้อยก็ตัดสินใจเดินไปบอกเจ้าของร้านว่า พี่คะหนูขอกลับก่อนนะคะ แล้วเจ้าของร้านก็บอกว่าอืม แต่ว่าวันนี้พี่เตรียมเงินไม่ทันให้พี่คนที่เป็นคนติดต่อไปรับให้วันหลังนะคะ … พยักหน้าหงึกหงัก แล้วเดินจากไป อย่างปวดมือ ปวดแขน ปวดขา ปวดเข่า ปวดไหล่ แล้วก็ปวดใจ พร้อมๆกับเกิดอาการสงสัยหนอขึ้นมาทันควัน เตรียมข้าวของมาขายตั้งเยอะ ทำไมเตรียมทัน แล้วเงินหนูทำไมเตรียมไม่ทันคะ เอ..หรือว่าธรรมเนียมที่นี่เค้าเป็นแบบนี้หนอ…
…แต่สุดท้าย ท้ายสุดเรื่องก็จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง พี่คนที่ติดต่อให้ไปทำงานก็รับเงินมาให้เป็นที่เรียบร้อย ขอบคุณมากนะค้า
…ข้อคิดส่งท้าย…ก่อนเรื่องราวจะจบอย่างเป็นทางการขอแถมอุทธาหรณ์ส่งท้ายดังนี้
ข้อ 1. พยากรณ์อากาศที่ว่าแม่น มันก็บ่แน่เสมอไปหรอกนาย (สงสัย เวรกรรมจะแม่นยำกว่า)
ข้อ 2.ถ้าใครอยากทำงานไป แล้วกินเบียร์ไปด้วยได้ ให้มารับจ๊อบที่ญี่ปุ่นนี่นะจ๊ะ เบียร์ไม่อั้น
ข้อ 3. เวลาไปเที่ยวงานขายอาหารแบบเนี้ยะ ถ้าจะกินอะไรที่ปิ้งเตาแบบแบนๆเนี่ยให้ไปตั้งแต่วันแรก (ถ้าไปวันอื่น หล่ะก็ ไม่รับประกันนะว่าจะล้างกระทะครบ)
ข้อ 4. ถ้าตกงานหรือไม่มีงานทำ จะไม่คิดถึงอาชีพย่างไก่เด็ดขาด (คราวหน้าต้องลองปิ้งลูกชิ้นขาย อาจจะง่ายกว่า)
ข้อ 5. ค่าจ้างเนี่ยเป็นเรื่องอ่อนไหวนะคะคุณนายจ้างขา ตกลงกันให้แน่นอนตั้งแต่ต้นว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ เท่าไหร่แล้วปฎิบัติตามนั้นดีกว่านะคะ เงินเล็กๆน้อยๆในสายตานายจ้างเนี่ย ทำให้ลูกจ้างปวดใจนะค้า
ข้อ 6. ข้อสุดท้าย ย่างไก่ เนี่ยเหนื่อยกว่าเล่นสกีอีก…
(เขียนจบก็หมดบ๊วยไป 10 เม็ดพอดิบพอดี งานนี้เค้าเรียกว่า powered by บ๊วย)